เมื่อ 6 ปีก่อน เพื่อนผมคนหนึ่งซึ่งเป็นพนักงานระดับบริหารของบริษัทชั้นนำแห่งหนึ่ง มาขอคำปรึกษากับผมว่า
เขามีเงินเก็บอยู่ 2 ล้าน จะเปิดร้าน 7-Eleven ดีไหม
จำได้ว่าครั้งนั้น ผมไม่ได้ให้คำตอบไปตรงๆ แต่ให้กลับไปคิดให้ดี เพราะการทำธุรกิจนั้นค่อนข้างเหนื่อยพอสมควร
และอาจต้องอุทิศเวลาในช่วงแรกให้กับการบริหารจัดการ เกรงว่าเขาจะไม่มีเวลา
ผ่านมาอีกร่วม 3 เดือน ผมพบกับเขาอีกครั้ง เขาบอกว่าเลิกความคิดที่จะเปิดร้าน 7-11 แล้ว
และนำเงินไปซื้อหุ้น CP ALL ซึ่งเป็นหุ้นของบริษัทแฟรนไชส์ 7-11 แทน
วันนั้นเขาบอกกับผมว่า แทนที่จะเปิด 7-11 สาขาเดียว การซื้อหุ้นก็เหมือนกับเราเป็นหุ้นส่วนกับ 7-11 ทุกสาขาในประเทศไทย
ฟังแล้วก็จริงของเขานะครับ เพราะถ้าเปิดร้าน 1 ร้าน ลูกค้าเราก็แค่จุดเดียว ทำเลเดียว แต่นี้ซื้อหุ้น CP ALL แล้วบริการลูกค้าทั้งประเทศเลย ตลาดใหญ่กว่า เหนื่อยก็ไม่เหนื่อย เมื่อยก็ไม่เมื่อย
ในช่วงนั้นราคาของหุ้น CP ALL อยู่ที่ประมาณ 3 บาทเศษๆ ด้วยเงินลงทุน 2 ล้าน น่าจะทำให้เขาได้หุ้นไปมากพอดูเลยทีเดียว
6 ปีผ่านไปไวเหมือนโกหก
พบกันอีกครั้งเขาคราวนี้ เขาบอกเลยว่า เมื่อหกปีก่อนตัดสินใจไม่ผิดจริงๆ ที่ซื้อหุ้นแทนที่จะเปิดร้าน
เพราะ ณ วันที่เราคุยกัน ปัจจุบัน หุ้น CP ALL ของเขาราคาขึ้นไปถึง45 บาท ผมแอบคำนวณในใจเร็วๆ ว่า จาก 3 บาท ไปเป็น 45 บาท เพิ่มขึ้น 15 เท่า เงินลงทุน 2 ล้านของเขาในวันนั้น ป่านนี้ก็น่าจะงอกเงยเป็น ...
15 x 2,000,000 = 30,000,000 บาท
ใช่ครับ ... คุณผู้อ่านอ่านไม่ผิดหรอก
โอ ... พระเจ้า 30 ล้าน คำถามแรกที่ผมถามเพื่อนเลยก็คือ มีเงินตั้งเยอะขนาดนี้ แล้วตอนนี้ทำอะไรอยู่
เพื่อนทำหน้างง แล้วตอบกลับมาว่า “ทำงานสิวะ ก็อยู่ที่เดิมนั่นแหละ”
“เฮ๊ย ... ทำไมยังทำงานอยู่ละ ทำไมไม่ออกมาพัก หรือไม่ก็มาเป็นนักลงทุนเต็มตัว จะได้อัพพอร์ตเป็น 100 ล้านไปเลย”
เพื่อนยังคงทำหน้างง เหมือนเราคุยกันคนละเรื่อง
สุดท้ายได้ความว่า มันเอาเงินซื้อหุ้น CP ALL ไปแค่สามแสนกว่าบาท หรือประมาณหนึ่งแสนหุ้น
ไม่ได้ซื้อทั้งหมดอย่างที่ผมเข้าใจ
แน่นอน...เพื่อนบ่นเสียดายที่ตอนนั้นใจไม่กล้าพอ แต่ผมกลับมองว่าถูกต้องแล้วที่เขาลงทุนตามความเสี่ยงที่ตัวเองรับได้
และผลตอบแทน 15 เท่า (15 เด้ง) ของเงินลงทุน 3 แสน ก็ถือเป็นผลตอบแทนที่น่าพอใจมากเลยทีเดียว (ลองเอา 15 คูณ 300,000 ดูครับ)
ผมนำเรื่องของเพื่อนคนนี้มาเล่าให้ฟัง ไม่ได้หวังให้คุณผู้อ่านรู้สึกโลภ หรือเห็นว่าการลงทุนในหุ้นเป็นเรื่องง่าย
แต่เพื่อให้ท่านเห็นถึงพลังของการลงทุนในหุ้น ซึ่งสามารถช่วยต่อยอดเงินออมของเราได้เป็นอย่างดี
โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเราเลือกลงทุนในธุรกิจที่มีศักยภาพในการเติบโต และมีความสามารถในการแข่งขันสูง
ผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่ลงทุนในหุ้นเหมือนกัน โดยเน้นลงทุนแบบร่วมทำธุรกิจ เลือกซื้อธุรกิจที่ดี มีกำไรต่อเนื่อง มีศักยภาพในการแข่งขัน ในราคาที่ไม่แพงเกินไป ซื้อแล้วก็ถือไว้อย่างนั้น ไม่ขายหากความได้เปรียบและความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจไม่เปลี่ยนจากฟ้าเป็นเหว
เพียงแค่นี้ 10 ปีที่ผ่านมา แม้จะมีบางช่วงบางเวลาที่ตลาดหุ้นพบกับวิกฤติ แต่ก็มีหุ้นหลายตัวในพอร์ตของผมที่เติบโตขึ้นมา 10 เท่า(10 เด้ง) อยู่ถึง 40 เปอร์เซ็นต์ของพอร์ต
และทำให้เงินลงทุนของผมงอกเงยขึ้นมามากมายนับจากวันที่เริ่มต้นลงทุน
คนเรานั้นเมื่อทำงานหนักแล้ว เงินของเราก็ควรทำงานหนักเช่นกันและเมื่อวันหนึ่งที่ปริมาณเงินของเรามากพอ การทำงานหนักของเงินก็จะช่วยเลี้ยงชีวิตเรา ทำให้เราหยุดทำงาน และมีอิสรภาพทางการเงินได้
ประเทศไทยเรากำลังมีหุ้นดีๆ เข้าตลาดมากขึ้นเรื่อยๆ ขนาดของตลาดหุ้นเราก็ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ อีกทั้ง AEC ที่กำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งจะทำให้โอกาสลงทุนทำเงินให้งอกเงยของเราเปิดกว้างขึ้นไปอีก
ผมเชื่อว่า 10 ปีต่อจากนี้จะมีนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จจากหุ้นเพิ่มขึ้นอีกมาก ที่สำคัญคือ ในอีกสิบปีข้างหน้า จะมีคุณเป็นคนหนึ่งด้วยหรือเปล่าที่จะประสบความสำเร็จทางการเงินไปพร้อมๆ กัน
สิ่งที่คุณต้องทำนั้นไม่มีอะไรมาก เพียงแค่เริ่มต้นศึกษาเรื่องการลงทุนอย่างจริงจัง กำหนดกลยุทธ์การลงทุนของตัวเองให้ชัดเจน จากนั้นก็บริหารชีวิตและการลงทุนให้สมดุล เพียงเท่านี้โอกาสของการมีอิสรภาพทางการเงินของคุณก็จะเปิดกว้างขึ้น
จำไว้ว่า ... ความรู้เอาชนะความเสี่ยงได้ และคนรวยไม่ทำงานเพื่อเงิน แต่ให้เงินทำงานแทน
วันนี้เงินของคุณ ทำงานหนักแทนคุณแล้วหรือยังครับ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น