หลายคนถามผมเกี่ยวกับการออมเงินว่าควรจะออมเท่าไรดี และควรจะทำอย่างไรดีกับเงินออม นับว่าเป็นคำถามยอดฮิต ผมจึงขอสรุปให้ฟังดังนี้ครับ
ขั้นแรก ท่านควรจะเปลี่ยนทัศนคติในการออมเสียก่อน คนส่วนใหญ่พอมีรายได้หรือได้รับเงินเดือนก็จะนำไปใช้ก่อน
ถ้าเหลือจึงจะออม ซึ่งเป็นวิธีที่ผิดอย่างร้ายแรง เพราะว่าธรรมชาติของคนเราชอบที่จะใช้จ่ายเงินเพื่อซื้อหาสินค้าและบริการเพื่อ
ความพึงพอใจอยู่เสมอ ยิ่งคนไหนที่มีลักษณะฟุ่มเฟือยก็แทบจะไม่มีเงินเหลือที่จะออม
บางคนยิ่งร้ายไปกว่านั้น มีการกู้หนี้หยิบยืมเงินมาใช้ ทั้งหนี้นอกระบบ คือไปกู้หนี้จากสถาบันการเงิน
ซึ่งมีอัตราดอกเบี้ยตั้งแต่ร้อยละ 10 กว่าๆ จนถึงร้อยละ 30 แล้วแต่เจอเจ้าหนี้หน้าเลือดแค่ไหน
ซึ่งกลุ่มลูกหนี้เหล่านี้ ผมขอแนะนำว่ายังไม่ต้องคิดเรื่องการออมเงิน ให้คิดเรื่องการจ่ายหนี้ให้หมดเสียก่อน
เพราะว่าการที่ท่านยังมีหนี้เหล่านี้อยู่ แต่ท่านเอารายได้หรือเงินเดือนไปลงทุน ผลตอบแทนจากการลงทุนอาจจะน้อยกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ท่านต้องชำระ
และหลังจากล้างหนี้เหล่านี้หมดแล้ว ท่านควรจะสัญญากับตัวเองว่า ต่อไปนี้จะไม่ก่อหนี้เพื่อเอาไปใช้อุปโภคบริโภคอีก
ไม่ใช่ว่าการมีหนี้เป็นสิ่งไม่ดี แต่การเป็นหนี้เพื่อการบริโภคเป็นสิ่งที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง แต่การเป็นหนี้ซื้อบ้านเพื่ออยู่อาศัย
เป็นหนี้ที่ผมสนับสนุน เพราะว่านอกจากเป็นการบังคับให้ท่านออมเงินแล้ว ยังเป็นการลงทุนในสินทรัพย์ที่ทวีมูลค่า
เมื่อเวลาผ่านไปถ้าท่านมีการเลือกซื้อที่อยู่อาศัยที่เหมาะสม โดยค่าผ่อนที่อยู่อาจจะสูงกว่าค่าเช่าอพาร์ตเมนต์บ้างเล็กน้อย
แต่ถ้าเช่าเขาอยู่ กี่ปีท่านก็ไม่มีสิทธิที่จะได้เป็นเจ้าของ ขณะที่ถ้าท่านผ่อนบ้านหรือคอนโด 20 ปี ท่านก็ได้เป็นเจ้าของที่อยู่ของท่านแล้ว
ผมเห็นเด็กรุ่นใหม่ที่เพิ่งทำงานส่วนใหญ่จะตะเกียกตะกายเพื่อจะได้เป็นเจ้าของสมาร์ทโฟนกับแท็บเล็ต
ซึ่งส่วนใหญ่จะเอาไว้แซตในโซเชียลมีเดีย ซึ่งเป็นกิจกรรมที่นอกจากไม่ก่อให้เกิดรายได้ แต่ทำให้เสียเวลา เสียค่าใช้จ่ายจากการใช้โมบาย อินเทอร์เน็ต เสียอีก
พอทำงานมาสัก 3-4 ปี ก็เริ่มที่จะซื้อรถไว้ขับไปทำงาน ซึ่งถ้าคำนวณให้ดีจะเห็นว่าค่าใช้จ่ายในการมีรถยนต์ 1 คัน เป็นจำนวนเงินที่ไม่ใช่น้อยเลยทีเดียว เอาไว้วันหน้าผมจะมาแจ้งให้ทราบว่ามีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง
สิ่งที่ควรทำคือ ไม่ซื้อรถ แต่ให้ซื้อคอนโดใกล้ที่ทำงานเพื่อประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทาง
เวลาที่ประหยัดได้อาจจะทำงานล่วงเวลา หรือรับงานพิเศษ เพื่อมีรายได้เสริม คุณภาพชีวิตก็จะดีขึ้น ไม่ต้องตื่นแต่เช้ามืด ยิ่งถ้าที่ทำงานของท่านอยู่ใกล้สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสหรือรถไฟใต้ดิน ท่านยิ่งจะสะดวกใหญ่ จะไปไหนมาไหนก็กะเวลาได้ง่าย
ใช้เวลาในการเดินทางน้อย ไม่ต้องขับรถ หาที่จอดรถ ซึ่งนับวันจะหาที่จอดรถยากขึ้นเรื่อยๆ
ภายหลังถ้าเริ่มมีครอบครัว ต้องการขยับขยายหาที่อยู่อาศัยใหม่ คอนโดแนวรถไฟฟ้าก็จะทำให้ขายต่อได้ไม่ยาก
และน่าจะได้กำไรในระดับหนึ่ง จะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับทำเลและราคาที่ซื้อมา อย่างคอนโดที่ผมอยู่ในปัจจุบัน ผมซื้อมาประมาณ 9 ปี ถ้าผมจะขายผมจะได้กำไรประมาณ 130% ถ้าผมซื้อรถยนต์ ผ่านไป 9 ปี ผมคงจะขาดทุนประมาณ 70%
นี่คือสาเหตุที่ผมย้ำแล้วย้ำอีกว่าไม่ควรจะซื้อสินทรัพย์ที่เสื่อมมูลค่า เช่น รถยนต์
แต่ควรจะซื้อสินทรัพย์ที่ทวีมูลค่าเมื่อเวลาผ่านไป อย่างเช่น อสังหาริมทรัพย์ โดยเลือกให้ถูกทำเล ในราคาที่ไม่แพงเกินไป
แต่ปัจจุบันคอนโดโดยเฉพาะแนวรถไฟฟ้า ยิ่งถ้าอยู่ในเขตเมืองชั้นในราคายิ่งสูงมาก ทำให้บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เกือบทุกรายต้องพยายามออกแบบให้ห้องมีขนาดเล็กลง โดยที่ฟังก์ชันการใช้สอยยังครบถ้วน ผมเห็นบางบริษัททำห้องขนาด 22 ตารางเมตรกันแล้ว แต่การออกแบบที่ดีทำให้พอจะอยู่ได้
ผมขอแนะนำให้ซื้อคอนโดมือสองที่สภาพอาคารยังมีการบำรุงรักษาให้อยู่ในสภาพดี ซึ่งราคาจะถูกกว่าคอนโดใหม่มากทีเดียว ผมจะยกตัวอย่างให้ดู คอนโดในซอยสุขุมวิท 23 ผมเพิ่งจะจองไว้เก็งกำไรของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์บริษัทหนึ่ง ในราคาตารางเมตรละ 1.7 แสนบาท
ในขณะที่ผมมีคอนโดเก่าในมืออยู่ในซอยเดียวกัน ซึ่งมีระยะทางห่างกันประมาณ 500 เมตรเท่านั้น ซึ่งผมประกาศขายเพียงตารางเมตรละ 5 หมื่นบาทต้นๆ เท่านั้น ราคาถูกกว่าคอนโดใหม่ถึงเกือบ 70%
สาเหตุที่ราคาแตกต่างกันมาก เกิดจากอุปนิสัยของคนไทยที่ไม่ชอบซื้อที่อยู่อาศัยเก่า ถ้าเป็นที่สหรัฐเราจะไม่เห็นราคาที่แตกต่างกันมากขนาดนี้
โดย...กิติชัย เตชะงามเลิศ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น