วันพฤหัสบดีที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2556

9 เรื่องรวย ช่วยเงินทำงาน

ใครที่กำลังตั้งเป้าหมายการเก็บเงินออม แต่จะเก็บยังไงให้อยู่กับเราไปนานๆ อ่านเคล็ดลับ กับ 9 เรื่องรวย ช่วยเงินทำงาน ต้องทำอย่างไรบ้าง . . . ไปอ่านกันเลย


            1. ตั้งเป้าหมายการเก็บเงิน ถามตัวเองว่าอะไรคือสิ่งที่เงินทองซื้อหาได้ และเป็นความสุขสูงสุดของชีวิต เป้าหมายจะเป็นสิ่งล่อใจให้คุณมีความมุมานะและยอมอดเปรี้ยวไว้กินหวาน แม้ในที่สุดแล้วคุณจะมาได้แค่ครึ่งทาง แต่ก็ยังดีกว่าเก็บเงินแบบสะเปะสะปะ


            2. วางแผนการเก็บเงินแบบช่วงสั้น และช่วงยาว แผนระยะสั้นเป็นเหมือนเส้นประที่ต่อเนื่องสู่เป้าหมายระยะยาว ข้อดีของการแบ่งแผนเป็นช่วงสั้นๆ คือทำให้คุณมีกำลังใจ และสามารถเก็บคะแนนแห่งชัยชนะได้ง่ายและบ่อย จากนั้นทำอย่างต่อเนื่องไปเรื่อยๆ


            3. ใช้น้อยกว่าที่หามาได้ วิธีการดีที่สุดที่ทำให้คุณมีเงินมากกว่าการหาเงินเก่งและใช้เก่งคือการทำ รายจ่ายให้น้อยกว่ารายได้ เพราะจะทำให้คุณมีเงินเหลือสำหรับความฝัน ที่ยิ่งใหญ่และมั่นคง


            4. จดบันทึกรายจ่าย พกสมุดเล่มเล็กติดตัว แล้วจดทุกรายจ่ายแม้เพียงเฟื้องสลึงให้เป็นนิสัย แล้วคุณจะเห็นว่าคุณใช้จ่ายกับเรื่องอะไรที่ไม่จำเป็นไปมากแค่ไหน


            5. เก็บเงินด้วยกรมธรรม์ ทำประกันชีวิตในแบบที่ไม่ถอนและให้ดอกเบี้ยสูงเมื่อครบกำหนดการจ่ายค่าประกันรายปี วิธีนี้ไม่เพียงช่วยให้คุณได้สะสมเงินแกมบังคับ แถมยังอุ่นใจเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินว่าคนที่คุณรักจะไม่ลำบาก ข้อสำคัญอย่าเลือกประกันที่วงเงินสูงเกินไป เอาแค่ให้คุณผ่อนจ่าย สะสมเงินแบบสบายๆ แม้เมื่อตกงาน


            6. เสียน้อยดีกว่าเสียมาก การเสียน้อยคือการลดรายจ่าย ดังนั้นควรทำประกันเสริมแบบคุ้มครองรายปีจากประกันชีวิตตัวหลัก เช่น ซื้อประกันคุ้มครองมะเร็งที่มีค่าเบี้ยแค่วันละ 30 บาท แต่ออกค่ารักษาให้หลายหลักแสน ซื้อประกันค่ารักษาพยาบาลที่ช่วยออกค่าห้องในโรงพยาบาลวันละเป็นพัน หรือประกันภัยโปรแกรมที่ช่วยจ่ายค่าชดเชยรายได้ 


            7. ลงทุนแบบไม่เดือดร้อน การลงทุนทุกชนิดมีความเสี่ยง ดังนั้น คุณจึงควรเลือกเวลาที่เหมาะสมนั่นคือเริ่มปันเงินมาลงทุน หลังจากที่สะสมเงินเก็บได้ 6 เท่าของเงินเดือน เงินส่วนที่เกินในเวลานั้นค่อยเอามาสร้างผลกำไรภายหลัง


            8. โลภน้อย…ผลพลอยได้แน่นอนกว่า ถ้าคุณไม่มีความชำนาญในการลงทุนด้านการเงิน ควรเลือกหากำไรจากผลิตภัณฑ์ที่มีความเสี่ยงต่ำ อาจจะได้เงินเพิ่มไม่มาก แต่ก็ไม่เสียต้นทุน อย่างการซื้อพันธบัตรที่ออกโดยรัฐบาล ซึ่งมีการประกันราคาชำระตามเวลาที่แน่นอน หรือการซื้อสลากออมสิน ฝากเงินกับธนาคาร ที่ไม่ทำให้ทุนหาย แถมยังมีโอกาสได้เงินปันผล และโบนัสรางวัลจากความโชคดี


            9.ทำกำไรจากอสังหาริมทรัพย์ ถ้าซื้อเพื่อธุรกิจ ควรเลือกสถานที่สะดวกสบาย ใกล้การคมนาคม ทั้งทางรถยนต์ส่วนตัวและรถไฟไฟฟ้าใต้ดิน โครงการมีสาธารณูปโภคสมบูรณ์ มีระบบจัดการบำรุงดูแลที่ดี และจะดีมากถ้าโครงการนั้นเป็นแบบที่สร้างเสร็จแล้วขาย เพราะสามารถปล่อยเช่าได้ทันที ก่อนตัดสินใจควรคำนวณค่าเช่าให้พอดี หรือมากกว่า ค่าผ่อนส่งต่องวด ถ้าคุณกู้ธนาคาร

ให้เงินทำงาน (3)



เมื่อ 6 ปีก่อน เพื่อนผมคนหนึ่งซึ่งเป็นพนักงานระดับบริหารของบริษัทชั้นนำแห่งหนึ่ง มาขอคำปรึกษากับผมว่า
 เขามีเงินเก็บอยู่ 2 ล้าน จะเปิดร้าน 7-Eleven ดีไหม


จำได้ว่าครั้งนั้น ผมไม่ได้ให้คำตอบไปตรงๆ แต่ให้กลับไปคิดให้ดี เพราะการทำธุรกิจนั้นค่อนข้างเหนื่อยพอสมควร 
และอาจต้องอุทิศเวลาในช่วงแรกให้กับการบริหารจัดการ เกรงว่าเขาจะไม่มีเวลา


ผ่านมาอีกร่วม 3 เดือน ผมพบกับเขาอีกครั้ง เขาบอกว่าเลิกความคิดที่จะเปิดร้าน 7-11 แล้ว 
และนำเงินไปซื้อหุ้น CP ALL ซึ่งเป็นหุ้นของบริษัทแฟรนไชส์ 7-11 แทน


วันนั้นเขาบอกกับผมว่า แทนที่จะเปิด 7-11 สาขาเดียว การซื้อหุ้นก็เหมือนกับเราเป็นหุ้นส่วนกับ 7-11 ทุกสาขาในประเทศไทย
ฟังแล้วก็จริงของเขานะครับ เพราะถ้าเปิดร้าน 1 ร้าน ลูกค้าเราก็แค่จุดเดียว ทำเลเดียว แต่นี้ซื้อหุ้น CP ALL แล้วบริการลูกค้าทั้งประเทศเลย ตลาดใหญ่กว่า เหนื่อยก็ไม่เหนื่อย เมื่อยก็ไม่เมื่อย


ในช่วงนั้นราคาของหุ้น CP ALL อยู่ที่ประมาณ 3 บาทเศษๆ ด้วยเงินลงทุน 2 ล้าน น่าจะทำให้เขาได้หุ้นไปมากพอดูเลยทีเดียว
6 ปีผ่านไปไวเหมือนโกหก 
พบกันอีกครั้งเขาคราวนี้ เขาบอกเลยว่า เมื่อหกปีก่อนตัดสินใจไม่ผิดจริงๆ ที่ซื้อหุ้นแทนที่จะเปิดร้าน
เพราะ ณ วันที่เราคุยกัน ปัจจุบัน หุ้น CP ALL ของเขาราคาขึ้นไปถึง45 บาท ผมแอบคำนวณในใจเร็วๆ ว่า จาก 3 บาท ไปเป็น 45 บาท เพิ่มขึ้น 15 เท่า เงินลงทุน 2 ล้านของเขาในวันนั้น ป่านนี้ก็น่าจะงอกเงยเป็น ...

15 x 2,000,000 = 30,000,000 บาท
ใช่ครับ ... คุณผู้อ่านอ่านไม่ผิดหรอก


โอ ... พระเจ้า 30 ล้าน คำถามแรกที่ผมถามเพื่อนเลยก็คือ มีเงินตั้งเยอะขนาดนี้ แล้วตอนนี้ทำอะไรอยู่
เพื่อนทำหน้างง แล้วตอบกลับมาว่า “ทำงานสิวะ ก็อยู่ที่เดิมนั่นแหละ”
“เฮ๊ย ... ทำไมยังทำงานอยู่ละ ทำไมไม่ออกมาพัก หรือไม่ก็มาเป็นนักลงทุนเต็มตัว จะได้อัพพอร์ตเป็น 100 ล้านไปเลย”
เพื่อนยังคงทำหน้างง เหมือนเราคุยกันคนละเรื่อง
สุดท้ายได้ความว่า มันเอาเงินซื้อหุ้น CP ALL ไปแค่สามแสนกว่าบาท หรือประมาณหนึ่งแสนหุ้น 
ไม่ได้ซื้อทั้งหมดอย่างที่ผมเข้าใจ


แน่นอน...เพื่อนบ่นเสียดายที่ตอนนั้นใจไม่กล้าพอ แต่ผมกลับมองว่าถูกต้องแล้วที่เขาลงทุนตามความเสี่ยงที่ตัวเองรับได้ 
และผลตอบแทน 15 เท่า (15 เด้ง) ของเงินลงทุน 3 แสน ก็ถือเป็นผลตอบแทนที่น่าพอใจมากเลยทีเดียว (ลองเอา 15 คูณ 300,000 ดูครับ)
ผมนำเรื่องของเพื่อนคนนี้มาเล่าให้ฟัง ไม่ได้หวังให้คุณผู้อ่านรู้สึกโลภ หรือเห็นว่าการลงทุนในหุ้นเป็นเรื่องง่าย 
แต่เพื่อให้ท่านเห็นถึงพลังของการลงทุนในหุ้น ซึ่งสามารถช่วยต่อยอดเงินออมของเราได้เป็นอย่างดี 
โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเราเลือกลงทุนในธุรกิจที่มีศักยภาพในการเติบโต และมีความสามารถในการแข่งขันสูง
ผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่ลงทุนในหุ้นเหมือนกัน โดยเน้นลงทุนแบบร่วมทำธุรกิจ เลือกซื้อธุรกิจที่ดี มีกำไรต่อเนื่อง มีศักยภาพในการแข่งขัน ในราคาที่ไม่แพงเกินไป ซื้อแล้วก็ถือไว้อย่างนั้น ไม่ขายหากความได้เปรียบและความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจไม่เปลี่ยนจากฟ้าเป็นเหว


เพียงแค่นี้ 10 ปีที่ผ่านมา แม้จะมีบางช่วงบางเวลาที่ตลาดหุ้นพบกับวิกฤติ แต่ก็มีหุ้นหลายตัวในพอร์ตของผมที่เติบโตขึ้นมา 10 เท่า(10 เด้ง) อยู่ถึง 40 เปอร์เซ็นต์ของพอร์ต
 และทำให้เงินลงทุนของผมงอกเงยขึ้นมามากมายนับจากวันที่เริ่มต้นลงทุน


คนเรานั้นเมื่อทำงานหนักแล้ว เงินของเราก็ควรทำงานหนักเช่นกันและเมื่อวันหนึ่งที่ปริมาณเงินของเรามากพอ การทำงานหนักของเงินก็จะช่วยเลี้ยงชีวิตเรา ทำให้เราหยุดทำงาน และมีอิสรภาพทางการเงินได้

ประเทศไทยเรากำลังมีหุ้นดีๆ เข้าตลาดมากขึ้นเรื่อยๆ ขนาดของตลาดหุ้นเราก็ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ อีกทั้ง AEC ที่กำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งจะทำให้โอกาสลงทุนทำเงินให้งอกเงยของเราเปิดกว้างขึ้นไปอีก
ผมเชื่อว่า 10 ปีต่อจากนี้จะมีนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จจากหุ้นเพิ่มขึ้นอีกมาก ที่สำคัญคือ ในอีกสิบปีข้างหน้า จะมีคุณเป็นคนหนึ่งด้วยหรือเปล่าที่จะประสบความสำเร็จทางการเงินไปพร้อมๆ กัน

สิ่งที่คุณต้องทำนั้นไม่มีอะไรมาก เพียงแค่เริ่มต้นศึกษาเรื่องการลงทุนอย่างจริงจัง กำหนดกลยุทธ์การลงทุนของตัวเองให้ชัดเจน จากนั้นก็บริหารชีวิตและการลงทุนให้สมดุล เพียงเท่านี้โอกาสของการมีอิสรภาพทางการเงินของคุณก็จะเปิดกว้างขึ้น

จำไว้ว่า ... ความรู้เอาชนะความเสี่ยงได้ และคนรวยไม่ทำงานเพื่อเงิน แต่ให้เงินทำงานแทน
วันนี้เงินของคุณ ทำงานหนักแทนคุณแล้วหรือยังครับ

ให้เงินทำงาน (2)

คนธรรมดา “ใช้เวลาแลกกับเงิน” แต่คนฉลาด “ใช้ให้เงินทำงาน”


เคยลองนั่งคิดกันไหมครับว่า มนุษย์คนหนึ่ง จะมีวิธีการหาเงินได้กี่แบบ?
จริงๆแล้วทางเลือกในการสร้างรายได้นั้นมีมากมายเหลือเกิน ไม่เห็นจำเป็นต้องมาถามกันเลย 
ดูแค่สาขาวิชาชีพที่มีอยู่ในตลาดก็พอจะรู้ว่า จะหาเงินนะ ไม่ยากหรอก

แต่เกิดเป็นมนุษย์ มันไม่จบแค่นั้นสิครับ หาเงินได้มา ไม่ใช่ว่ามันจะพอเลี้ยงตัวเอง และสนองความต้องการทั้งทางร่างกายและจิตใจได้ครบซะเมื่อไหร่กัน แล้วไหนจะอนาคตข้างหน้าที่ไม่รู้อีกว่า เราจะต้องเจอกับอะไรบ้าง ความเสี่ยงเยอะแยะไปหมด

ดังนั้น เพื่อปิดความเสี่ยงในอนาคต และสนองกิเลสตัวเองในปัจจุบัน เราทุกคนจึงพยายามที่จะมีเงินเพิ่มขึ้น ซึ่งบางคนก็เลือกถูกทาง บางคนก็เลือกใช้วิธีในทางที่ผิด อยู่ที่ว่าตัวเรามีความถนัดในทางไหน และเราเลือกวิถีชีวิตแบบไหน

วันก่อน ผมไปอ่านเจอประวัติมนุษย์เงินเดือนคนหนึ่ง เขาเก่งในงานที่เขาทำมากๆ แถมยังทุ่มเทเวลาให้กับงานเป็นสำคัญ เรียกได้ว่า หาคนทำงานหนักเท่าเขา ถือว่าหายากเลยก็ว่าได้ เงินเดือนของเขา ในทุกๆ 4 ปี เงินเดือนจะเพิ่มขึ้นราวๆ 100%
จากเริ่มทำงานที่เงินเดือน 18,000 บาท ผ่านมา 10 ปี ตอนนี้เงินเดือนเกือบจะถึง 100,000 บาท
 ถือเป็นความภูมิใจของครอบครัว และแน่นอน เขาย่อมภมูิใจในตัวเองด้วยเช่นกัน 
และเมื่อมองจากประสบการณ์การทำงน บวกความเก่ง และความทุ่มเท 
ก็ดูเหมือนว่า หากอยากได้เงินเดือน 200,000 หรือ 300,000 หรือมากกว่า วิธีการที่เขาจะทำต่อไปก็คือ “ทำงานหนักอย่างเดิม” ไปเรื่อยๆ ซึ่งผมก็คิดว่า เขาอาจจะคิดถูกก็ได้


แต่ปัญหาก็คือ เมื่ออีก 10 ปีผ่านไป คุณคิดว่า ร่างกายของชายวัยกลางคน ที่ทำงานหามรุ่งหามค่ำ เทียบกับช่วงวัยหนุ่มที่เคยทำงาน 
มันจะรับมือไปได้ตลอดอย่างนั้นหรอ?
คำถามอีกหนึ่งคำถามก็คือ ความพยายามทำงานอย่างหนัก ถือเป็นเรื่องที่ดี 
แต่อะไรละที่เขาจะต้องเสียไปจากการทำงานอย่างหนักที่ผ่านมา?

สุขภาพของเรา คือสิ่งที่เราต้องดูแล และแน่นอน สุขภาพทางการเงิน เพื่อความมั่นคงในอนาคต ก็เป็นสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน 
ดังนั้น ชีวิตของเรา มันจึงเป็นเรื่องของการสร้างสมดุลระหว่าง การอยู่ให้รอดไปใช้เงินที่เราหามาได้ และ 
หามาให้มากพอเพื่อที่จะไม่อดตายหากยังมีชีวิตต่อไปในวันข้างหน้า
เพราะมนุษย์เงินเดือนคนนั้น ไม่ได้เกิดมาบนกองเงินกองทอง

ดังนั้น การรักษา
สมดุล จึงเป็นสิ่งที่ต้องทำ เป็นสิ่งที่ต้องวางแผน และไม่ใช่แค่ในระยะสั้นๆ แต่ต้องทำไปตลอดชีวิต
เมื่อคิดได้ดังนี้ คำถามก็เกิดขึ้นมาในใจทันทีว่า มนุษย์คนหนึ่ง จะมีวิธีการหาเงินแบบไหนบ้าง ที่ไม่ต้องใช้ร่างกาย ใช้เวลาอันมีค่าของเราไปแลกกับเงิน?

คำตอบมันก็พามาให้เจอกับโลกอีกโลกหนึ่งที่มีชื่อว่า “การลงทุน”
 โลกนี้ อาศัยความเข้าใจ และความอดทนสูง อาจจะเหนื่อยเหมือนกับช่วงแรกๆที่คุณเริ่มต้นทำงาน และแน่นอน มันต้องใช้เวลาเหมือนๆกับทำงานกินเงินเดือนนั้นหล่ะ
แต่เมื่อเวลาผ่านไป เมล็ดพันธุ์ที่เราได้หว่านลงไป มันจะงอกเงยตามปัจจัยของมันเอง คุณไม่ต้องอดหลับอดนอน หรือพยายามทำงานหนักขึ้น อีกต่อไป 
ในโลกของการลงทุนนี้ คุณไม่ต้องทำงาน แต่ เงินจะทำงานแทนคุณเอง!!

ที่น่าสนใจขึ้นไปอีกก็คือ หากคุณเลือกอาชีพการลงทุน คุณไม่จำเป็นต้องออกจากงานที่คุณทำ 
หรือสิ่งที่คุณรัก คุณยังสามารถทำมันต่อไป ปล่อยให้การลงทุน เป็นรายได้เสริมในช่วงแรก และเมื่อเวลาผ่านไป คุณมีความเข้าใจที่ถูกต้อง และมีความรู้ด้านการลงทุนดีแล้ว เมื่อนั้น การลงทุน อาจกลายเป็นรายได้หลัก แทนที่จะเป็นงานหลักของคุณก็ได้

อาชีพนี้น่าสนไหมครับ อาชีพที่ใครๆก็เป็นได้ ไม่จำเป็นต้องทิ้งอาชีพหลัก แค่ขอแบ่งเวลาของคุณซักเล็กน้อยมาคอยเรียนรู้เพิ่มเติม 
อาชีพที่ชื่อว่า “นักลงทุน”

เลือกเอาจะครับ ว่าคุณจะเป็นคนธรรมดาที่ “ใช้เวลาแลกกับเงิน” หรือจะเปลี่ยนตัวเองเป็นคนฉลาดที่ “ใช้ให้เงินทำงาน”

การออมและให้เงินทำงาน (1)

หลายคนถามผมเกี่ยวกับการออมเงินว่าควรจะออมเท่าไรดี และควรจะทำอย่างไรดีกับเงินออม นับว่าเป็นคำถามยอดฮิต ผมจึงขอสรุปให้ฟังดังนี้ครับ

ขั้นแรก ท่านควรจะเปลี่ยนทัศนคติในการออมเสียก่อน คนส่วนใหญ่พอมีรายได้หรือได้รับเงินเดือนก็จะนำไปใช้ก่อน 
ถ้าเหลือจึงจะออม ซึ่งเป็นวิธีที่ผิดอย่างร้ายแรง เพราะว่าธรรมชาติของคนเราชอบที่จะใช้จ่ายเงินเพื่อซื้อหาสินค้าและบริการเพื่อ
ความพึงพอใจอยู่เสมอ ยิ่งคนไหนที่มีลักษณะฟุ่มเฟือยก็แทบจะไม่มีเงินเหลือที่จะออม

บางคนยิ่งร้ายไปกว่านั้น มีการกู้หนี้หยิบยืมเงินมาใช้ ทั้งหนี้นอกระบบ คือไปกู้หนี้จากสถาบันการเงิน 
ซึ่งมีอัตราดอกเบี้ยตั้งแต่ร้อยละ 10 กว่าๆ จนถึงร้อยละ 30 แล้วแต่เจอเจ้าหนี้หน้าเลือดแค่ไหน 
ซึ่งกลุ่มลูกหนี้เหล่านี้ ผมขอแนะนำว่ายังไม่ต้องคิดเรื่องการออมเงิน ให้คิดเรื่องการจ่ายหนี้ให้หมดเสียก่อน 
เพราะว่าการที่ท่านยังมีหนี้เหล่านี้อยู่ แต่ท่านเอารายได้หรือเงินเดือนไปลงทุน ผลตอบแทนจากการลงทุนอาจจะน้อยกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ท่านต้องชำระ

และหลังจากล้างหนี้เหล่านี้หมดแล้ว ท่านควรจะสัญญากับตัวเองว่า ต่อไปนี้จะไม่ก่อหนี้เพื่อเอาไปใช้อุปโภคบริโภคอีก 
ไม่ใช่ว่าการมีหนี้เป็นสิ่งไม่ดี แต่การเป็นหนี้เพื่อการบริโภคเป็นสิ่งที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง แต่การเป็นหนี้ซื้อบ้านเพื่ออยู่อาศัย
เป็นหนี้ที่ผมสนับสนุน เพราะว่านอกจากเป็นการบังคับให้ท่านออมเงินแล้ว ยังเป็นการลงทุนในสินทรัพย์ที่ทวีมูลค่า 
เมื่อเวลาผ่านไปถ้าท่านมีการเลือกซื้อที่อยู่อาศัยที่เหมาะสม โดยค่าผ่อนที่อยู่อาจจะสูงกว่าค่าเช่าอพาร์ตเมนต์บ้างเล็กน้อย
 แต่ถ้าเช่าเขาอยู่ กี่ปีท่านก็ไม่มีสิทธิที่จะได้เป็นเจ้าของ ขณะที่ถ้าท่านผ่อนบ้านหรือคอนโด 20 ปี ท่านก็ได้เป็นเจ้าของที่อยู่ของท่านแล้ว

ผมเห็นเด็กรุ่นใหม่ที่เพิ่งทำงานส่วนใหญ่จะตะเกียกตะกายเพื่อจะได้เป็นเจ้าของสมาร์ทโฟนกับแท็บเล็ต 
ซึ่งส่วนใหญ่จะเอาไว้แซตในโซเชียลมีเดีย ซึ่งเป็นกิจกรรมที่นอกจากไม่ก่อให้เกิดรายได้ แต่ทำให้เสียเวลา เสียค่าใช้จ่ายจากการใช้โมบาย อินเทอร์เน็ต เสียอีก 
พอทำงานมาสัก 3-4 ปี ก็เริ่มที่จะซื้อรถไว้ขับไปทำงาน ซึ่งถ้าคำนวณให้ดีจะเห็นว่าค่าใช้จ่ายในการมีรถยนต์ 1 คัน เป็นจำนวนเงินที่ไม่ใช่น้อยเลยทีเดียว เอาไว้วันหน้าผมจะมาแจ้งให้ทราบว่ามีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง

สิ่งที่ควรทำคือ ไม่ซื้อรถ แต่ให้ซื้อคอนโดใกล้ที่ทำงานเพื่อประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทาง 
เวลาที่ประหยัดได้อาจจะทำงานล่วงเวลา หรือรับงานพิเศษ เพื่อมีรายได้เสริม คุณภาพชีวิตก็จะดีขึ้น ไม่ต้องตื่นแต่เช้ามืด ยิ่งถ้าที่ทำงานของท่านอยู่ใกล้สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสหรือรถไฟใต้ดิน ท่านยิ่งจะสะดวกใหญ่ จะไปไหนมาไหนก็กะเวลาได้ง่าย 
ใช้เวลาในการเดินทางน้อย ไม่ต้องขับรถ หาที่จอดรถ ซึ่งนับวันจะหาที่จอดรถยากขึ้นเรื่อยๆ

ภายหลังถ้าเริ่มมีครอบครัว ต้องการขยับขยายหาที่อยู่อาศัยใหม่ คอนโดแนวรถไฟฟ้าก็จะทำให้ขายต่อได้ไม่ยาก 
และน่าจะได้กำไรในระดับหนึ่ง จะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับทำเลและราคาที่ซื้อมา อย่างคอนโดที่ผมอยู่ในปัจจุบัน ผมซื้อมาประมาณ 9 ปี ถ้าผมจะขายผมจะได้กำไรประมาณ 130% ถ้าผมซื้อรถยนต์ ผ่านไป 9 ปี ผมคงจะขาดทุนประมาณ 70%

นี่คือสาเหตุที่ผมย้ำแล้วย้ำอีกว่าไม่ควรจะซื้อสินทรัพย์ที่เสื่อมมูลค่า เช่น รถยนต์ 
แต่ควรจะซื้อสินทรัพย์ที่ทวีมูลค่าเมื่อเวลาผ่านไป อย่างเช่น อสังหาริมทรัพย์ โดยเลือกให้ถูกทำเล ในราคาที่ไม่แพงเกินไป 
แต่ปัจจุบันคอนโดโดยเฉพาะแนวรถไฟฟ้า ยิ่งถ้าอยู่ในเขตเมืองชั้นในราคายิ่งสูงมาก ทำให้บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เกือบทุกรายต้องพยายามออกแบบให้ห้องมีขนาดเล็กลง โดยที่ฟังก์ชันการใช้สอยยังครบถ้วน ผมเห็นบางบริษัททำห้องขนาด 22 ตารางเมตรกันแล้ว แต่การออกแบบที่ดีทำให้พอจะอยู่ได้

ผมขอแนะนำให้ซื้อคอนโดมือสองที่สภาพอาคารยังมีการบำรุงรักษาให้อยู่ในสภาพดี ซึ่งราคาจะถูกกว่าคอนโดใหม่มากทีเดียว ผมจะยกตัวอย่างให้ดู คอนโดในซอยสุขุมวิท 23 ผมเพิ่งจะจองไว้เก็งกำไรของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์บริษัทหนึ่ง ในราคาตารางเมตรละ 1.7 แสนบาท
ในขณะที่ผมมีคอนโดเก่าในมืออยู่ในซอยเดียวกัน ซึ่งมีระยะทางห่างกันประมาณ 500 เมตรเท่านั้น ซึ่งผมประกาศขายเพียงตารางเมตรละ 5 หมื่นบาทต้นๆ เท่านั้น ราคาถูกกว่าคอนโดใหม่ถึงเกือบ 70%
สาเหตุที่ราคาแตกต่างกันมาก เกิดจากอุปนิสัยของคนไทยที่ไม่ชอบซื้อที่อยู่อาศัยเก่า ถ้าเป็นที่สหรัฐเราจะไม่เห็นราคาที่แตกต่างกันมากขนาดนี้


โดย...กิติชัย เตชะงามเลิศ